ผิวที่แข็งแรงเร็วที่สุด คือผิวที่ได้รับสิ่งที่ถูกต้อง และไม่ถูกทำร้ายซ้ำๆ ทุกวัน

ผิวของเราทำงานหนักมากกว่าที่คิด มันปกป้องเราจากแดด ลม ฝุ่น ความร้อน ความเย็น และสิ่งสกปรกทุกอย่างที่อยู่รอบตัว เพราะแบบนี้ผิวจึงเหนื่อยง่าย และเสื่อมเร็วถ้าเราใช้ผิดวิธีหรือทำร้ายผิวโดยไม่รู้ตัว
เซรั่มแพมถูกออกแบบให้ “จบในขวดเดียว” ไม่ต้องใช้หลายตัว ไม่ต้องซ้อนหลายชั้น และไม่ต้องยุ่งยาก สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่จำนวนขั้นตอน แต่คือ “วิธีใช้ที่ถูกต้อง” และ “การงดสิ่งที่ทำร้ายผิว”
เมื่อใช้ถูกวิธี ผิวจะดีขึ้นเร็วมาก ชุ่มชื้นขึ้น รูขุมขนกระชับ สิวลดลง และผิวจะกลับมาเรียบเนียนแบบธรรมชาติ
วิธีใช้เซรั่มแพม
การใช้เซรั่มแพมให้เห็นผลเร็วที่สุด คือการเตรียมผิวให้พร้อมรับน้ำ และปิดประตูผิวให้เก็บน้ำได้ดีขึ้น
กระชับรูขุมขนด้วยน้ำเย็น
น้ำเย็นช่วยให้รูขุมขนหดตัว ทำให้ผิวเก็บความชุ่มชื้นได้ดีขึ้น ลดการระคายเคือง และทำให้เซรั่มเก็บในผิวได้ดีกว่าเดิม ผิวที่รูขุมขนกระชับ = ผิวที่เก็บน้ำเก่ง = ผิวที่ไม่เป็นสิวง่าย
มาร์คหน้าด้วยมาร์คหน้าแพม
มาร์คหน้าแพมช่วยให้ผิวสงบ ลดการอักเสบ และทำให้เซรั่มทำงานได้ดีขึ้น ผิวที่อักเสบน้อยลง จะรับน้ำได้ดีขึ้น และฟื้นตัวเร็วขึ้น
ล้างหน้าด้วยล้างหน้าแพม + น้ำเย็น
ล้างหน้าแพมเป็นสูตรที่ไม่ทำให้ผิวแห้ง ไม่ทำให้ผิวผลิตน้ำมันเพิ่ม และไม่ทำให้รูขุมขนเปิดเหมือนน้ำอุ่น น้ำเย็นช่วยให้ผิวพร้อมรับเซรั่มทันทีหลังล้างหน้า
ทาเซรั่มแพมก่อนทุกตัว
นี่คือขั้นตอนที่สำคัญที่สุด
เซรั่มแพมเป็นเนื้อเบา และเป็นน้ำ ผิวจะดูดซึมได้ทันที แต่ถ้าทาทีหลัง ครีมอื่นที่มีน้ำมันและซิลิโคนจะเคลือบผิวไว้ก่อน ทำให้เซรั่มซึมไม่ได้เลย
ทาทันทีหลังล้างหน้า ตอนหน้าแห้งหมาด ไฮยาโมเลกุลเล็กพิเศษจะช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้ผิวเก็บน้ำได้ดีขึ้น เมื่อผิวชุ่มชื้น ผิวไม่ระคายเคือง เมื่อไม่ระคายเคือง — สิวก็ไม่ขึ้น
ข้อมูลเรื่องผิวที่เกี่ยวกับวิธีใช้
ข้อมูลผิวที่เกี่ยวกับวิธีใช้
ผิวขาดน้ำ = สิว
นี่คือความจริงที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้ ผิวขาดน้ำ → ผิวระคายเคือง → ผิวผลิตน้ำมันเพิ่ม → น้ำมันไปอุดตัน → สิวขึ้น ทั้งหมดเกิดจาก “ผิวไม่ได้รับน้ำ” ไม่ใช่เพราะผิวมันหรือผิวสกปรก
นี่คือเหตุผลว่าทำไมเซรั่มแพมต้องทาเป็นตัวแรก เพื่อให้ผิวได้รับน้ำก่อนสิ่งอื่น
ทำไมผิวต้องการน้ำมากกว่าครีม
ครีม = เคลือบ
น้ำ = ซึม
ผิวต้องการสิ่งที่ซึม ไม่ใช่สิ่งที่เคลือบ
ถ้าผิวถูกเคลือบก่อน → เซรั่มจะซึมไม่ได้
ถ้าผิวได้รับน้ำก่อน → ผิวจะฟื้นตัวเร็วขึ้น และแข็งแรงขึ้นแบบเห็นผล
ผิวที่ถูกเคลือบ = ผิวที่หายใจไม่ได้
แป้ง กันแดดทั่วไป เมคอัพ และครีมหนักๆ มีน้ำมันและซิลิโคนสูง ทั้งหมดนี้จะเคลือบผิว ทำให้ผิวหายใจไม่ได้ ระบายความร้อนไม่ได้ และอุดตันง่ายมาก
ผิวที่หายใจไม่ได้ = ผิวที่อักเสบง่าย
ผิวที่อักเสบง่าย = ผิวที่เซรั่มซึมไม่ได้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องงดทั้งหมดในช่วงฟื้นฟูผิว
ทำไมต้องหน้าแห้งหมาด
หน้าเปียกเกินไป → เซรั่มถูกน้ำเจือจาง
หน้าแห้งเกินไป → ผิวปิดตัวเอง
หน้าแห้งหมาด → ผิวเปิดรับน้ำดีที่สุด
นี่คือช่วงเวลาที่เซรั่มแพมซึมได้ดีที่สุด และทำงานได้เต็มประสิทธิภาพที่สุด
ผิวอักเสบ = ผิวไม่รับสกินแคร์
ผิวอักเสบจะ “ปิดตัวเองทันที” เพื่อป้องกันการทำร้าย เมื่อผิวปิดตัวเอง เซรั่มจะซึมไม่ได้เลย
ผิวอักเสบเกิดจาก
- จับหน้า
- กดสิว
- ลอกสิวเสี้ยน
- แต่งหน้า
- ล้างหน้าผิดวิธี
- ใช้ครีมแรงเกินไป
- ใช้ครีมเร่งผิว
- ใช้ครีมที่มีน้ำมันและซิลิโคน
- โดนแดดทุกวัน
งดทั้งหมดนี้ ผิวจะฟื้นตัวเร็วขึ้นมาก
ผิวฟื้นตัวเองได้ ถ้าไม่ถูกทำร้าย
ผิวมีความสามารถฟื้นตัวเองตามธรรมชาติ แต่จะฟื้นตัวได้ก็ต่อเมื่อ
- ผิวชุ่มชื้น
- ผิวไม่ถูกเร่ง
- ผิวไม่ถูกเคลือบ
- ผิวไม่ถูกสัมผัสบ่อย
- ผิวไม่ถูกล้างแรงเกินไป
ตัวอย่างในชีวิตจริง
- วันที่เราไม่จับหน้า → สิวลดลง
- วันที่เราไม่ใช้ครีมหนัก → ผิวไม่มัน
- วันที่เราใช้น้ำเย็น → รูขุมขนกระชับขึ้น
นี่คือเหตุผลว่าทำไม pam เน้น “วิธีใช้” มากกว่าการใช้หลายตัว
ผิวที่เป็นตัวเอง = ผิวที่เสื่อมช้าที่สุด
ผิวที่ไม่ถูกดึง ไม่ถูกเติม ไม่ถูกเร่ง ไม่ถูกเคลือบ คือผิวที่ทำงานได้ดีที่สุด และเสื่อมช้าที่สุด
ผิวธรรมชาติ
- ฟื้นตัวเร็ว
- เก็บน้ำได้ดี
- ไม่ระคายเคืองง่าย
- ไม่เป็นสิวง่าย
- ดูเด็กกว่าอายุจริง
นี่คือเหตุผลว่าทำไม pam เลือกให้ผิวทำงานเอง ไม่เร่ง ไม่ดึง ไม่เติม
ข้อห้ามสำหรับผิวแพ้ง่ายและผิวพัง
ข้อห้ามสำหรับผิวแพ้ง่าย สิ่งเหล่านี้ต้องงดทันที เพื่อให้ผิวแข็งแรงเร็วที่สุด
ห้ามน้ำอุ่น
น้ำอุ่นทำให้รูขุมขนเปิด และดึงความชุ่มชื้นออกจากผิว อาบหลายวันติดกัน ผิวจะแห้ง คัน ระคายเคือง และเป็นสิวง่ายมาก
ห้ามแป้ง
แป้งดูดน้ำออกจากผิว ทำให้หน้าแห้ง ผิวเลยผลิตน้ำมันเพิ่ม → หน้ามันกว่าเดิม แป้งยังอุดตันรูขุมขน ทำให้รูขุมขนกว้าง
ห้ามกันแดดทั่วไป
กันแดดส่วนใหญ่มีซิลิโคนสูง เพราะ spf ต้องละลายในซิลิโคน กันแดดเคมีก็ละลายในน้ำมัน → อุดตันหนักมาก
ให้ใช้กันแดดน้ำแพม ไม่มีน้ำมัน ไม่มีซิลิโคน ไม่อุดตัน ไม่ทำให้รูขุมขนกว้าง
ห้ามจับหน้า
จับหน้า = ระคายเคืองทันที และพอจับหน้า เราจะเห็นสิวเสี้ยน สิวผด → แล้วไปแกะ กด บีบ ทำให้สิวหนักกว่าเดิม
รวมถึงห้ามซับหน้า เพื่อไม่ให้สัมผัสผิวบ่อย
ห้ามกดสิว
ทำให้รูขุมขนกว้าง ผิวช้ำ และเป็นสิวใหม่ที่เดิม
ห้ามลอกสิวเสี้ยน
ทำให้รูขุมขนกว้าง สิ่งสกปรกเข้าอุดตันง่ายขึ้น
ห้ามแต่งหน้า
เมคอัพมีซิลิโคนสูงเพื่อให้ติดทนและกันน้ำ แต่ซิลิโคนอุดตันหนักมาก ตกเย็นรูขุมขนจะกว้าง สิวเสี้ยนขึ้นเยอะ
ห้ามสบู่ และโฟมคุมมัน
สบู่ทำให้หน้าแห้ง ผิวเลยผลิตน้ำมันเพิ่ม → หน้ามันกว่าเดิม รูขุมขนกว้างขึ้น ถ้าสครับผิว จะยิ่งทำให้ผิวขับน้ำมันหนักกว่าเดิม
ล้างหน้าที่ดีต้องชุ่มชื้น ไม่แห้ง ไม่ตึง
ห้ามล้างหน้าย้อนรูขุมขน
ล้างย้อนทิศทางรูขุมขนทำให้รูขุมขนเปิด ต้องล้างตามแนวรูขุมขน และทาเซรั่มตามแนวรูขุมขนด้วย เพื่อให้ซึมได้ดีที่สุด
สรุป
ผิวดี = ผิวชุ่มชื้น
ผิวชุ่มชื้น = ผิวไม่ระคายเคือง
ผิวไม่ระคายเคือง = ผิวไม่เป็นสิว
เซรั่มแพม = เติมน้ำ + กระชับรูขุมขน + ลดการระคายเคือง + ลดสิว ถ้าใช้ตามนี้ ผิวจะดีขึ้นเร็วมาก ชุ่มชื้นขึ้น รูขุมขนกระชับ สิวลดลง และผิวจะกลับมาเรียบเนียนแบบธรรมชาติ